Monthly Archives: มิถุนายน 2018

  • 0

เมื่อผมต้องผ่าตัดบายพาส หลอดเลือดหัวใจ

Category : Parichat345.com

จริงๆ เขียนไว้นานแล้วจากเวปฟรี เอามาแปะไว้เป็นอุทาหรณ์ สำหรับคนรุ่นใหม่ ควรระวังอาหาร การออกกำลังกายครับ จะได้ไม่ต้องเป็นแบบผมครับ


นัดแรกที่ สถาบันโรคทรวงอก

วันที่ 1 ตุลาคม 2557

ผมไปตามหมอนัด ตามเส้นทางประกันสังคม จาก รพ.ปทุมธานี  โดย นพ.ปรัชญา สิตะโปสะ คุณหมอผู้มีอัธยาศัยไมตรี ดีอย่างยิ่ง และเป็นเอง กรุณาส่งตัวผมมาที่ “สถาบันโรคทรวงอก” โดยให้การวินิจฉัยเบื้องต้นว่า “หัวใจขาดเลือด”

ที่เค้าเตอร์รับบริการแรก มีเจ้าหน้าที่อาวุโส หลายท่านมาทำงานอาสาสมัคร ให้คำอธิบาย จากที่ขั้นตอนก็มีให้ชัดเจนอยู่แล้ว….วันแรกที่ผมเข้ามาที่ สถาบันโรคทรวง ผมรู้สึกประทับใจ กับการทำงานอย่างเป็นระบบ และด้วยอัธยาศัยไมตรี จากเจ้าหน้าที่ด้วยดีอย่างยิ่ง นับตั้งแต่จุดแรกที่ติดต่อ ต่อให้คุณเป็นตาสี ตาสามา ก็ไม่มีทาง งง หรือ สับสนง่ายๆ (ต่างจากบางแห่ง แค่ยายคนหนึ่งถามอะไรหน่อย ก็ชี้ให้ไปกดบัตรคิว) ขนาดเอกสารจะส่งให้ไปถ่ายเอกสารตามจุดบริการ ยังติดจำนวนว่าถ่ายกี่ใบมาให้อีก

ดูซิครับ ดูความละเอียดละเอียดถี่ถ้วนของการบริหารที่นี่ซิครับ

เรื่องความสะอาดก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ผมไปที่ไหนมักจะเข้าห้องน้ำ เจ้าหน้าจะทำความสะอาดตลอดเวลา แห้งไม่แฉะ รู้สึกสนิทใจ ถึงแม้สุขภัณฑ์จะดูเก่าไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงรักษาความสะอาดและภูมิทัศน์ได้ดีครับ ขอชมจากใจจริงครับ

 

ผมได้รับการตรวจ จาก พญ.รติกร เมธาวีกุล แพทย์ผู้มีจิตใจเมตตา แม้คุยกับเจ้าหน้าที่ ก็ให้เกียรติ ดูนอบน้อมถ่อมตน ผมขออวยพรตรงนี้ให้คุณหมอ ประสพความสุข ความเจริญ ยิ่งๆขึ้น ในทุกๆด้าน เพื่อจะได้เป็นต้นแบบของราชการที่ดีสืบไปครับ
คุณหมอว่าคิวที่นี่จะยาวหน่อย แต่สุดท้ายผมก็ได้วันนัดคือวันที่ 2ธันวาคม 2557 ให้มาเตรียมนอนโรงพยาบาล เพื่อจะทำ  CAG และ PCI ในวันที่ 3 ธันวาคม

CAG ย่อมากจากคำว่า  Coronary Angiogram หมายถึงกระบวนการฉีดสารทึบแสง เข้าไปในหลอดเลือดหัวใจ ให้การ เอกซ์เรย์  เห็นชัดเจนขึ้น หรือที่ เราเรียกว่าการฉีดสี

PCI ย่อมาจากคำว่า Percutaneous Coronary Interventionหมายถึงการซ่อมหลอดเลือดหัวใจ โดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่ง ณ เวลานี้ น่าจะเป็นการทำบอลลูน ตามที่เราๆท่านๆเข้าใจกัน ส่วนในอนาคตจะใช้วิธี ส่ง หุ่นยนต์แมลง มุดไปจับก้อนตะกรันในหลอดเลือดออกมา โดยใช้รีโมทคอนโทลก็เป็นได้ในอนาคต:)

พร้อมกันนั้น คุณหมอยังกำชับว่า หากมีอาการเจ็บหน้าอก สามารถเข้ามาพบแพทย์ ได้ ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง….

วันที่ 2 ธันวา มาตามนัด

 

จริงๆแล้วระหว่างรอเวลานัด หรือโดยประมาณ 2 เดือน ผมมีอาการเจ็บหน้าอก บ่อยมาก โดยเฉพาะ ช่วงเช้ามืด กลางดึก หลังจากนอนไปสัก 2-3 ชั่วโมง บางวันปวดหัวใจ จนทนแทบไม่ไหว อันนี้ต้องขอขอบคุณภรรยาผม ที่คอยมานวด ตรงตำแหน่งนั้นให้ ก็จะคลายปวดลง พร้อมกับอมยาใต้ลิ้น 2 เม็ดเป็นประจำ ซึ่งทางการแพทย์อาจจะไม่เกี่ยวกัน แต่ในรายของผม เมื่อนวดตรงจุดที่ปวด คลึงไปมา จะเหมือนว่ามันจะโล่งขึ้น จะด้วยอุปาทาน หรืออย่างไร ไม่ทราบได้น๊ะครับ….

แผนกเอ็กซเรย์

……ภรรยาผมเคี่ยวเข็ญ ให้ไปก่อนกำหนด ผมเองก็ไม่ได้จะทำตัวเป็นพระเอกหนังไทย ผู้เสียสละประการใด หากแต่เมื่ออมยาใต้ลิ้นทีไร 2 เม็ด หมอบอกว่า 3 เม็ดเมื่อไหร่ ให้มาหาหมอทัน มันก็ยังไม่เคย 2 เม็ดติดต่อกันสักที แล้วเวลาที่หาย มันก็เหมือนคนปรกติ ไม่ได้มีวี่แวว ว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก บางวันปวด 4-5 เวลา อมยาใต้ลิ้นแผงละ 10 เม็ด ซึ่งมาทราบทีหลังว่า ไม่ควรทำอย่างยิ่ง แม้คืนวันที่ 2 ก็มีอาการปวดหัวใจ ประมาณขั้วหัวใจ ตอนตี 3 อมยาก็คลายตามแบบฉบับ แล้วรอออกไปสถาบันโรคทรวงอกตอนเช้ามากๆ โดยแท็กซี่เจ้าประจำน้องอ้วนปลาเผาหน้าหมู่บ้านฯ ที่เป็นกันเอง เสมอมา….

ผมได้รับการตรวจตามขั้นตอนแบบ ตามกระบวนการจัดการที่ผมว่ามีคุณภาพมากๆ ต้องขอชมจริงๆ ละเอียดถี่ถ้วน ถูกใจโก๋รุ่นลายครามแบบเราเป็นอย่างยิ่ง

เอกสาร นอกจากแนบเส้นทางว่าต้องไปไหนมาไหน ยังใส่ถุงให้เรียบร้อย ไม่ต้องกลัวหลุด ซึ่งที่จริงเป็นเรื่องง่ายๆ แต่บางแห่งไม่ทำกัน เคยเจอมาแล้ว บัตรประชาชน หายต้องมาทะเลาะกันว่า ไปตรงไหน?

 

……ยังมิทันจะบ่ายดีเลย (ซึ่งจริงเสร็จสิ้นตามกระบวนการนานแล้ว ผมมัวแวะไปหาไรทานก่อนเท่านั้นเองครับ) ในที่สุดผมก็ได้เป็นคนไข้ ของสถาบันโรคทรวงอก ด้วยความภาคภูมิใจ นอนรอวันพรุ่งนี้ ในการฉีดสีและเพื่อจะซ่อมแซมหลอดเลือดหัวใจให้ผมครับ…..:)


……แล้วจัดแจง แปลงกาย ใส่เสื้อเขียว

ประเดี๋ยวเดียว ก็เหมือน เพื่อนในห้อง
ไม่ยุ่งยาก มากพิธี มีรับน้อง
ให้ปวดหมอง มากความ ไปตามกลอน
           มีหลวงพี่ เตียงท้าย ปลายประตู
          ไอ้เราอยู่ หลังริม เหมือนครั้งก่อน
           มีมงคล ซ้ายขวา ไม่อาทร
           น้ำเกลือซ้าย สายหย่อน กำลังดี
ที่ข้างขวา มียา หลอดใหญ๊ใหญ่
อัตโนมัติ ฉีดได้ เทคโนโลยี่
ใจสะออน ไม่ตัอง อม ยามันมี
น้องนางฟ้า ใจดี มาจัดให้
            สะอาดสะอ้าน หอมกรุ่น รุ่นลูกหลาน
            พยาบาล ใจงาม เสียงใสใส
            คุณลุงคะ คุณลุงขา เป็นอย่างไร
            อยากจะควัก หัวใจ ให้ดูแล…..:)

ไม่น่าเขียนกลอน อยากจะควักหัวใจ เล้ย โดนควักซะจริงๆ ในเวลาต่อมาครับ……
:)

วันที่ 3 ธันวาคม 2557

วันนัดเข้ามาฉีดสี เพื่อที่จะทำการซ่อมแซมหลอดเลือด โดยที่ไม่ต้องผ่าตัด หรือภาษาหมอเรียกว่า CAG และ PCI ตามลำดับ…..
ภาพประกอบจาก http://www.thewellingtoncardiacservices.com
ไว้มีโอกาส จะขอภาพของจริงจาก สถาบันโรคทรวงอก มาแนบไว้ 
ภาพประกอบจาก http://www.thewellingtoncardiacservices.com
จากความเข้าใจ เบื้องต้นด้วยตัวเอง หากผิดพลาดประการใด
สามารถท้วงติงแก้ไขได้ครับ:)
…ผมถูกเข็นเตียง นอนมา จากตึกศัลยกรรม 6 ชั้น 3 มารอตั้งแต่ช่วงสายๆของวันที่ 3 ในห้องสวนหัวใจ ที่เครื่องปรับอากาศเย็นมากๆ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ว่า เพื่อต้องการปรับอุณหภูมิ ให้กับอุปกรณ์ทางการแพทย์ เท่าที่เห็นมี 3 เตียง อาจจะเนื่องจากมี ห้องสวนหัวใจ 3 ห้องก็เป็นได้ เจ้าหน้าบอกว่า มาจ่อคิวไว้เลย ห้องไหนเสร็จก็เข้าได้เลย ไม่ต้องเสียเวลา
……ไม่นานนัก ผมก็ถูกเข็นเข้ามาในห้องที่เย็นกว่าเมื่อครู่นี้อีก เป็นห้องสำหรับฉีดสีและสวนหัวใจ นอนมาก็จะเห็นมุมมองด้านสูงกับเพดานเป็นหลัก ทีมงานหมอ ได้เลื่อนตัวผมจากเตียงเล็ก เข้ามานอนที่เตียงเล็กๆ บนเครื่องสะอาดๆ สีขาว ดูทันสมัยมากๆ ด้านข้างขนานกับลำตัวเราซ้ายมือ เป็นจอมอนิเตอร์ หลายจอ คุณหมอกับทีมงานจะนั่งด้านขวาของลำตัวเรา …
….คุณหมอบอกว่า เจ็บนิดนึงน๊ะครับ เพราะจะฉีดยาชา ตรงขาหนีบ แถวๆบริเวณจุดยุทธศาสตร์ (ที่น้องพยาบาล ได้ทำความสะอาด ให้เราจนสะอาดสะอ้าน มาตั้งแต่เช้ามืดแล้ว) 
……คุณหมอได้ฉีดสารทึบแสงหรือที่เราๆเรียกกันว่าฉีดสี เพื่อให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น เข้าไปจากบริเวณโคนขาขวา คุณหมอจะบอกเป็นระยะว่ากำลังจะทำอะไรให้ รู้สึกอย่างไรให้บอกได้ตลอดเวลา ผมเองรู้สึกอุ่นๆแต่ไม่มาก เริ่มจากบริเวณที่ฉีด พักเดียวก็เหมือนแผ่ซ่านไปจนถึงหัวใจ 
…….ไม่นานก็รู้สึกมีสายอะไรสอดเข้าไปช่วงขาหนีบ แล้วเหมือนจะไปโผล่แถวๆ หัวใจ ซึ่งจากการศึกษามาก่อน ก็พอจะทราบว่า เป็นสายสอดจากหลอดเลือดโคนขาหนีบ แหย่ไปจนถึงตำแหน่งที่หลอดเลือดตีบหรือตันตรงหัวใจ ซึ่งหมอจะสามารถดูได้ ณ เวลาจริง จากจอมอนิเตอร์ แบบเห็นกันจะๆ:)
….ซึ่งเราเองก็รู้สึกได้ครับ ผมมีปวดขั้วหัวใจเป็นระยะ ระหว่างทำ หมอก็บอกว่า ให้ทนอีกหน่อยน๊ะครับ เข้าใจว่าที่ยังไม่ให้อมยาใต้ลิ้น เพื่อขยายหลอดเลือด น่าจะเป็นการดูให้เห็นแน่นชัดว่า หลอดเลือดช่วงไหน ตีบตัน ชัดเจนมากขึ้นกระมังครับ:)
เครื่องพยุงหัวใจ จะตั้งอยู่ปลายเตียง สำหรับภาพ
ประกอบเล็กๆ ในภาพเอามาจาก http://ca.maquet.com
เพราะเข้าใจง่ายดีครับ
…..ผมได้ยินหมอคุยกันถึงความพยายามพักใหญ่ สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า หลอดเลือดหัวใจผม ตัน 100% สองเส้น และอีกเส้นหนึ่ง ก็จวนเจียนมากๆ จำเป็นต้องใส่เครื่องพยุงหัวใจ (INTRA-AORTIC BALLOON PUMP) ซึ่งจะสอดคาไว้ จากตำแหน่งที่สอดสาย สวนหัวใจ จากความเข้าใจเบื้องต้น เหมือนเป็นปั๊มออกซิเจน ให้ทำงานสัมพันธ์ กับการทำงานของหัวใจ โดยพ่วงจากคอมพิวเตอร์เฉพาะกิจ ที่ตั้งอยู่ปลายเตียง 
ซึ่งนับจากนี้ไป ผมต้องนอนกิน นอนดื่ม นอนฉี่ นอนถ่าย บนเตียง จนกว่าจะถึงวันนัด ผ่าตัดบายพาส ซึ่งก็ทำให้ผมคิดไปถึงทางเลี่ยงเมือง และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ที่ตันตีบก็ปล่อยไป หมอจะเอาหลอดเลือดดำที่ขา และหลอดเลือดแดงที่แขน มาทำทางเบี่ยงให้ใหม่
คุณหมอมาบอกผมว่า จะต้องผ่าตัดให้เร็วที่สุด เพราะการใส่เครื่องพยุงหัวใจไว้นานๆ อาจจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด ได้ง่าย
ซึ่งข้อมูลที่ผมได้จากภรรยา เพิ่มเติมภายหลัง คุณหมอเองอาจจะกลัวผมเสียกำลังใจเพราะภรรยาบอกว่า เครสผมต้องผ่าตัด เพราะหลอดเลือดตันหมดทั้ง 3 เส้น และตะกรันที่อุดตัน อยู่ในตำแหน่ง ล่อแหลมต่อการ หลุดล่วงหรือมีเพียงโคลนของตะกรัน บางชิ้นหลุดเข้าไปในสมองจะเสี่ยงต่อการเป็นอัมพาตได้ ทันที ในรายของผม คุณหมอว่ามีโอกาสเสี่ยงประมาณ 5% เยอะกว่าเครสปรกติ ที่มีอัตราการเสี่ยงเพียง 1% เท่านั้น
ตอนนี้ ผมโดนย้ายมาแผนก CCU (Coronary Care Unit) ชั้น 2 ของตึก 7 (อาคารเฉลิมพระเกียรติ) ของสถาบันโรคทรวงอก ซึ่งขอกล่าวชมเจ้าหน้าที่แผนกนี้ ที่ทำงานเอาใจใส่ดีมากๆ เหมือนญาติสนิท ให้ความคุ้นเคยเป็นกันเอง ซึ่งจริงแล้วเกือบทุกแผนกที่นี่ เจ้าหน้าที่ทำงาน จนอยากให้ รพ.ของรัฐหลายๆแห่ง เข้ามาดูงาน ขนาดผมมีโรคปวดหลังประจำตัว น้องพยาบาล ก็หายามานวดให้ จนหลับคามือไปก็ยังมี และยิ่งไปกว่านั้น งานที่ทุลักทุเลที่สุด ก็คือการขับถ่ายบนเตียง แรกๆก็ฉี่ลำบากเพราะเราไม่คุ้นเคย แต่ในที่สุด ก็ทำได้สำเร็จ แต่ที่หนักใจมากๆ คือตอนถ่าย น้องพยาบาลมิได้รังเกียจ ที่จะจัดการกับความสะอาดเหล่านั้นเลย แถมเต็มใจทำให้อย่างดี พร้อมสเปรย์กลิ่นส้ม ที่ไม่ให้รบกวนเตียงข้างๆ

จนบางทีเรานึกถึงเพื่อนๆที่มีแฟนเป็นพยาบาล เป็นอาชีพที่เสียสละมากๆ เพราะต้องสลับผลัดเปลี่ยนมาดูแลเราตลอด 24 ชั่วโมง 
ผมได้รับคำปลอบโยนจากน้องพยาบาลท่านนึงบอกว่า “คุณลุงคะ เดี่ยวมันก็ผ่านไปได้ค่ะ”
ครับ…..อีก 7 วัน บนเตียงห้อง CCU จนกว่าจะถึงวันที่ 11 ธันวาคม วันนัดผ่าตัดบายพาสครับ:)
อ่อ…..อีกนิดครับ เตียงนอนที่นี่ ปรับแบบกดปุ่ม ที่นอนนุ้มนุ่ม สบ้าย สบาย กว่าเตียงปรกติมากๆครับ ….แต่คงไม่ต้องอยากมานอนแบบผมกระมังครับ:)

วันที่ 3-10 ธันวาคม 2557 บนเตียงในแผนก CCU

พฤติกรรมในอดีตและความเป็นมา ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ 

……ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณ เพื่อนๆบ้าน เพื่อนนักเรียน ญาติสนิทมิตรสหาย มากมาย ที่ยังมิได้เรียบเรียง ขอบคุณอย่างเป็นทางการ ทั้งที่ไปเยี่ยมถึงข้างเตียงที่ แผนก CCU , LINE , facebook และโทรให้กำลังใจ และอื่นๆอีกมากมาย ทำให้ผมมีกำลังใจมากๆ โดยเฉพาะเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่ไปบริจาคโลหิตเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เพราะภรรยาเล่าให้ฟังว่า ผมต้องใช้เลือดกรุ๊ป O จำนวนมาก สำหรับการผ่าตัดครั้งนี้
…..และเมื่อรู้ข่าวกันก็ระดม มาบริจาคเลือดให้ผม ผมยังรู้สึกปลาบปลื้มจนทุกวันนี้ ขอกราบขอบคุณในความเมตตาครั้งนี้ ทุกท่านครับ อาจจะฟังดู ดราม่าหน่อย แต่ความเป็นจริงมันยิ่งกว่าครับ…
นิดนึงครับ…ขอย้อนไปเมื่อ หลายปีก่อนครับ…..
…….จริงๆแล้ว ผมทราบว่าผมเป็น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มาตั้งแต่ปี 2547 แล้วครับ ….
….ผมขับรถกลับจากงานสัมมา กับบริษัทคู่ค้า ที่เมืองกาญจนบุรี ตอนปี 2547 ขับรถกลับถึงบ้าน มีอาการเหมือนเมาค้าง หายใจไม่สะดวกนัก เหมือนรถยนต์วิ่งไม่ครบสูบ อาจจะผมกระทบจากเนื้อลูกวัวย่าง จิ้มแจ่วติดมันกรอบ ๆ หรือเปล่าด้วยไม่แน่ใจน๊ะครับ แต่จำได้ว่า ทานไปเยอะ เพราะด้วยนิสัยส่วนตัว ชอบเนื้อติดมัน มากๆครับ ….(ไม่ควรเอาอย่างน๊ะครับ ผมว่าตัวร้ายเลยเนี่ยครับ)
ผมได้ภาพนี้จาก http://www.sads.org.uk/cardiac_tests.htm
เข้าใจง่ายดีครับ เป็นการตรวจคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้า
มีสายไฟระโยงระยางแปะตามหน้าอก ตามแขนตามขาแบบนี้ครับ 
ภาพนี้จาก http://www.sads.org.uk/cardiac_tests.htm
เข้าใจง่ายดีครับ  เป็น Exercise test ครับ
….ผมตัดสินใจ ไปหาหมอที่รพ.มงกุฏวัฒนะ (ถนนแจ้งวัฒนะ) ซึ่งช่วงนั้นผมมาเปิดออฟฟิศอยู่แถวเมืองทอง ผมจำชื่อหมอไม่ได้ แต่จำได้ว่าอัธยาศัยดีมากๆ คุณหมอกรุณาตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า ที่เราๆรู้จักกันดีว่า ECG ให้ผม และไม่พบว่า หัวใจจะผิดปรกติแต่ประการใด แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าผม ต้องมีอะไรผิดปรกติแน่ๆ เพราะร่างกายมันไม่เต็ม 100% ครับ….
…. คุณหมอแนะนำให้ทำ Exercise test หรือ ที่เราๆท่านๆเรียกว่า วิ่งสายพาน ในขณะที่จะมีอุปกรณ์ตรวจคลื่นหัวใจขณะออกกำลังด้วย ผมวิ่งไปได้ประมาณ 6นาที คุณหมอบอกว่า “หยุดๆๆๆๆ เพราะกราฟแสดงผมเริ่มผิดปรกติมากๆ” คุณหมอลงความเห็นผมว่า มีโอกาสเป็น “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” เพราะกราฟจากกระดาษสีชมพูมันฟ้อง ซึ่งผมเองก็ดูไม่เป็น คุณหมอบอกว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษา ทำบอลลูนเพื่อขยายหลอดเลือด ทำได้ไม่ยาก ใช้งบ ประมาณ 180,000 บาท หรือไม่น่าเกินสองแสนบาท ในเวลานั้น…..

….ด้วยสมัยที่ผมทำงานฝ่ายโสตทัศน์Kodak ก่อนที่จะมาทำธุรกิจเอง ในปี 2539 ผมวิ่งเข้าวิ่งออกรพ.พระมงกุฏเกล้าตลอด เนื่องจากคุ้นเคยกับ อาจารย์หมอ พลตรี ปชุม ทาสุคนธ์ อาจารย์ผู้สอนนักศึกษาแพทย์โรคหัวใจ ที่ รพ.พระมงกุฏเกล้า ผมจะเข้าไปดูแลเรื่อง เครื่องฉายสไลด์ ในห้องหุ่นสำหรับฟังเสียงหัวใจ และมีภาพประกอบ ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าทันสมัยมากที่สุด ….
….ผมโทรศัพท์ นัดหมายกับคุณหมอ ปชุม พร้อมกับรับผมเป็นคนไข้ของท่านทันที ถึงตรงนี้ ผมใคร่ขอขอบคุณคุณไพเราะ เจ้าหน้าที่ รพ.พระมงกุฏเกล้า ที่อำนวยความสะดวกและเป็นกันเองกับผมเสมอมาครับ
…..ผมก็เริ่มทานยา ปรับยา จากหมอ ปชุม จนเข้าที่ ตลอดหลายปี ตั้งแต่ปี 47 เป็นต้นมา จะอมยาใต้ลิ้นก็ต่อเมื่อ เหนื่อยมากๆจริงๆ หายใจไม่สะดวก อมเม็ดนึง ก็จะอยู่ได้ไปเป็นสัปดาห์ แต่คุณหมอ มักจะกำชับว่า ให้ติดตัวไว้ตลอด เพราะอาจจะไว้ช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย สมัยก่อนยังใส่ขวดเล็กๆ สีชาเข้มๆกันแสง ซึ่งผมจะติดตัว ติดรถ ติดบ้านไว้เต็มไปหมด กันฉุกเฉิน……
อันนี้นิสัยไม่ดี…(ห้ามเอาอย่างเด็ดขาดครับ)

…..ผมมีนิสัยชอบทานของมันๆ ของทอด โดยเฉพาะขาหมูเยอรมันหนังกรอบๆ เนื้อเสือร้องไห้ ที่ติดมันกรอบๆ สเต็คที่ติดมันทั้งหลาย จนแม่ค้า แยก ตำหนักจักรบงกช สมัยถนนยังไม่ขยาย ผมจะแวะซื้อข้าวเหนียว น้ำตกแบบติดมันกรอบ กลับไปทานบ้านประจำ เรียกว่า เลี้ยวรถเข้ามา แม่ค้าก็ทำรอได้เเลย เป็นอันรู้กันว่า เจ้านี้ต้องแบบนี้ประจำ ผมไม่สูบบุหรี่ ก็จริงครับ แต่เหล้าจะดื่มบ้าง ส่วนมากจะหนักไปทางเบียร์ กับของแกล้มมันๆ เป็นหลัก แกง กระทิจะชอบมากๆ โดยเฉพาะแกงเขียวหวานเนื้อติดมัน ฮ่าๆ:)
…..นิสัยเสียอีกอย่าง ก็คือ ชอบผลัดการออกกำลังกาย ชอบทำงานบนโต๊ะ ให้ลุล่วง บางครั้งไม่เสร็จไม่พักผ่อน หรือบางทีทำจนลืมทานอาหาร ก็บ่อยๆ ทั้งๆที่ บริเวณหมู่บ้านที่ผมอยู่ มีทั้งที่เดิน ขี่จักรยาน รอบหมู่บ้านขนาดความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ในหมู่บ้านเป็นวงกลม มีสนามฟุตบอลบอล สนามบาส สระว่ายน้ำ สนามแบต คอร์ดเทนนิส จำได้ว่าเคยไปน็อคบอร์ด ไม่น่าเกิน 3 ครั้ง จนป่านนี้ไม้เทนนิส ไม่แน่ใจว่าไปอยู่ไหนแล้ว…
…..ผมสูงเพียง 160 ซม. ถือว่าเตี้ยไปหน่อย สำหรับชายไทย แต่ช่วงก่อนที่จะตรวจพบโรคหลอดเลือดหัวใจ ผมน้ำหนัก 74-75 กิโลกรัม ใส่กางเกงเอว 36 นิ้ว วันดีคืนดีก็จะใส่เอี๊ยมให้นุ่งกางเกงสบาย เวลาออกตลาดไป ต่างจังหวัด นั่งห้องน้ำยองๆ แทบจะไม่ได้ เพราะมันจะอึดอัดมากๆ กลับไปดูภาพถ่ายสมัยนั้น รู้สึกผิดมากๆครับ……..หลังจากนั้นผมก็เริ่มคุมอาหารการกิน เริ่มเรียนรู้หลักโภชนาการมากขึ้น ผมใช้เวลาไม่น่าเกิน 4 เดือน นำหนักผมลดลงได้ถึง 10 กิโล จากเดิมประมาณ 74-75 ลงมาเหลือเพียง 63-64 กิโลกรัมเท่านั้น โดยไม่ได้อดอาหาร หรือทานยาลดความอ้วนแต่อย่างใด……..ผมปรับตัวเอง ตื่นเช้ามากขึ้น เดินออกกำลัง ขี่จักรยาน บางวันตั้งแต่ตี 5 ไปจนถึง 7 โมง หรือ อย่างไม่ได้เดินเลย ก็ตี 5 ถึง 6 โมง ทานยาตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด โดยที่ยังไม่ได้ฉีดสี ดูเรื่องหลอดเลือดหัวใจเลย แต่คุณหมอ ปชุม ฟังเสียงหัวใจจากหูฟัง ให้ผมตลอด ผมมักจะได้นัดระยะประมาณ 3-5 เดือนต่อครั้ง ตลอดมา แม้ในปีน้ำท่วมใหญ่ 2554 ผมยังสามารถ พายเรือในหมู่บ้าน ช่วงบ่ายๆ ไปจนเย็นวันละไม่ต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลา 2 เดือนเต็มๆ โดยไม่มีวี่แววของ โรคหลอดเลือดหัวใจเลย ยกเว้นในบางกรณี เช่นขับรถไกลๆ หรืออดนอนมากๆ จะสังเกตได้ว่า มีโอกาส แน่นหน้าอกในวงกว้างเหมือนกัน แต่อมยาใต้ลิ้นสักเม็ด ก็หายเป็นปริดทิ้งครับ:)

….ตลอดระยะเวลา 7 วันก่อนผ่าตัด จำได้ว่า ถ่ายบนเตียงเพียงสองครั้งเท่านั้น โดยความช่วยเหลือจากน้องพยาบาลที่แผนกนี้ โดยเฉพาะในคืนวันที่ 9 ธันวาคม ถ้าผมจำไม่ผิด น้องพยาบาลชื่อ น้องเก เกศรินทร์  กับเพื่อนๆในแผนก CCU มาช่วยจัดการให้ โดยมิได้รังเกียจเลย 12279206_423871184485586_2477063309515792882_nรุ่งขึ้นวันที่ 10 ผมสบายตัวเป็นอย่างมาก ไม่รู้สึกเหมือนคนป่วยเลย เพียงแต่ต้องนอนตลอด เพราะมีเครื่องพยุงหัวใจเสียบคา โคนขาหนีบอยู่ตลอดเวลา…:)
…..ช่วงนี้ นายแพทย์ชูศักดิ์ เกษมศานติ์ หัวหน้าทีมการผ่าตัด ชุดหนึ่งของ สถาบันโรคทรวงอก แวะมาแนะนำตัวถึงเตียงผม ให้ข้อมูล ว่าจะต้องทำอย่างไร เอาหลอดเลือดส่วนไหนไปบ้าง ท่านเป็นกันเอง แต่ก็สุขุม ตามแบบฉบับหมอผ่าตัดกระมังครับ ถึงตรงนี้ ตรงขอกราบขอบคุณคุณหมอไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ เพราะถือว่า เป็นส่วนหนึ่งของการให้ชิวิตใหม่ผมเลยครับ…
…..วิสัญญีแพทย์ กับผู้ให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัด ขออภัยที่ผมจำชื่อท่านไม่ได้ ก็มาแนะนำตัว ให้ความคุ้นเคย ให้กำลังใจ ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง มีชาร์ท มาให้ดูถึงข้างเตียง เป็นระบบดีมากๆเลยครับ ทำให้เรารู้สึกว่า การผ่าตัดไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย แถมยังมั่นใจในทีมงานคุณหมอที่ สถาบันนี้ มากขึ้นอีกต่างหาก
…..ครับ พรุ่งนี้ วันที่ 11 ธันวาคม วันที่คุณหมอนัดผ่าตัดครับ…คืนนี้ถึงไม่ตื่นเต้นอะไรมาก แต่ก็แทบนอนไม่หลับเลยครับ เพราะต้ังแต่เกิดมา ไม่เคยเข้ารับการผ่าตัดใหญ่แบบนี้เลยครับ ….:)

วันที่ 11 ธันวาคม 2557 

วันนัดการผ่าตัด ผมถือว่าเป็นวัน “รอยต่อชีวิต”ผมครับ……..อาจจะมีคำถามว่า ทำไมผมไม่ผ่าตัด หรือ ทำบอลลูนกับ คุณหมอ ปชุม ที่ รพ.พระมงกุฏเกล้า ล่ะครับ
……..ถึงตรงนี้ ต้องขอไว้อาลัยให้กับ การจากไปของ อาจารย์หมอ พลตรี ปชุม ทาสุคนธ์ ในปลายปี 2556 ด้วยอายุ 83  ปี ทำงานนอกเกษียรราชการ และเปรยกับผมเสมอๆว่า จะทำงานใช้หนี้แผ่นดิน จากที่ท่านได้ทุนไปเรียนเรื่องนี้มาโดยเฉพาะ คุณหมอเป็นคนอัธยาศัยไมตรี ดีมากๆ มีเมตตา ให้ความรู้ผมมากมาย ไม่เฉพาะแต่ด้านโรคหัวใจเท่านั้น ผมเองก็ให้ความเคารพ และนับถือท่านเสมอมา ยังเสียดายว่า จะทำสไลด์ให้เป็นดิจิตอลไฟล์ให้ท่าน ก็ยังไม่ได้ทำ ด้วยช่วงนั้น สภาพเศรษฐกิจส่วนตัว ค่อยข้างลำบาก ….
…..อาจารย์หมอ บอกว่าได้ฝากผมไว้กับ ลูกศิษย์แล้ว และผมก็เริ่มทานยากับคุณหมอ หัสยา ประสิทธิ์ดำรง ตั้งแต่คุณหมอเริ่มป่วยประมาณระหว่างปี 2555-2556 ….
…แต่ด้วย สภาพเศรษฐกิจ ส่วนตัว เพราะค่ายาต่อ 3 เดือนประมาณ 12,000 บาท ซึ่งในภาวะที่ค่อนข้างลำบาก ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายตัวหลักเหมือนกัน อีกอย่าง รพ.พระมงกุฏเกล้า ประกันสังคมเต็มตลอด จนในที่สุด ผมก็มาทานยา กับ รพ.ปทุมธานี ในฐานะประกันสังคมที่นี่ครับ ….
…..ด้วยอุปทาน หรืออะไรก็ไม่ทราบได้ครับ เหมือนยาที่ได้รับ จาก รพ.ปทุมธานี อาจจะด้อยกว่า (ขออภัยน๊ะครับ หากเป็นการเข้าใจผิด เป็นความเห็นส่วนตัวน๊ะครับ) เพราะเท่าที่ดูมี เพียง Aspirin ตัวเดียวทีเหมือนกัน ผมเริ่มผิดวินัยต่อการกินยา กินบ้างไม่กินบ้าง อาศัยออกกำลังกายอย่างเดียว เป็นเวลาเกือบปี ตลอดระะเวลาที่มา เริ่มทานยากับ รพ.ปทุมธานี …
…..ระยะแรกๆ ผมก็ยังแข็งแรงดีอยู่ ออกกำลังกายได้ทุกเช้าตามปรกติ แต่เริ่มออกอาการ เมื่อขับรถไกลๆ คำว่าไกลผม แค่สระบุรี หรือปากช่องไปกลับ กรุงเทพฯ ก็เริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก จากวงกว้างๆ เริ่มโฟกัสใกล้หัวใจมากขึ้นทุกวัน ยาอมใต้ลิ้น ถูกเอามาใช้ใหม่ถี่ขึ้น
…..ผมขับรถกลับจากไปพบลูกค้าที่สระบุรี ขากลับอยากทานปลาทับทิมย่างเกลือ ด้วยความรู้ที่ว่า ปลาทับทิมย่าง ไม่มีน้ำมัน ไขมันน้อย แต่ลืมไปว่า ปลาทับทิมย่างเกลือ มีเกลือโปะ อยู่ที่หนังมากมาย ผมทานปลาทับทิม ไปไม่ถึง 3 คำ บนโต๊ะอาหาร ช่วงเวลาประมาณพบค่ำ ก็เกิดอาการเจ็บหน้าอก บริเวณขั้วหัวใจแบบรุนแรง ปวดมากๆ เหมือนใครมาบีบ หัวใจ บริเวณด้านบน เราคิดเอาเองว่าน่าจะเป็นขั้วหัวใจ ผมอมยา 2 เม็ดแล้ว อาการยังไม่ทุเลาลง และสังเกตตัวเองว่า ผิดปรกติแน่ๆ เพราะอาการแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้เลย มือข้างซ้ายแทบไม่มีแรง บอกภรรยาให้เรียกแท็กซี่ ไป รพ.ปทุมธานี ใกล้บ้านให้ด่วน ในขณะที่ระหว่างทางอมยาเม็ดที่ 3 แต่อาการก็ยังทรงๆ ….
….ผมได้รับการดูแล อย่างรวดเร็วที่ห้องฉุกเฉิน รพ.ปทุมธานี ท้ังฉีดทั้งกินยา ทำให้ไม่นานผมก็มีความรู้สึกหายปวดหัวใจและเริ่มกลับสู่ปรกติ จากการวินิจฉัย โดยสรุป จริงๆมีที่มาที่ไป มากกว่านี้ครับ เอาเป็นว่า คุณหมอ ปรัชญา สิตะโปสะ ได้กรุณาส่งตัว ผมให้มารักษาต่อที่ สถาบันโรคทรวงอก ตามเส้นทางประกันสังคม โดยออกใบส่งตัวจาก รพ.มาให้ครับ ซึ่งผมก็ได้เริ่มมาเป็นคนไข้ ของสถาบันโรคทรวงอก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 นั้น เป็นต้นมาครับ…..:)
…..คุณหมอ ที่ รพ.ปทุมธานี ย้ำว่า “โรคหลอดเลือดหัวใจ ต้องทานยาตลอดชีวิตห้ามหยุดยาเป็นอันขาด” ครับ
ยาอมใต้ลิ้น เม็ดเล็กๆสีชมพู ที่ผมติดตัวเป็นประจำ สรรพคุณ
ขยายหลอดเลือดแบบเฉียบพลัน อมไม่เกิน 1 นาที จะไม่แน่นหน้าอกเลย
ปรกติราคา กล่องละ 70 บาท มี 100 เม็ด ครับ

วันที่ 11 ธันวาคม 2557

…………..ผมถูกเข็นเตียงเข้าห้องผ่าตัด ช่วงเคารพธงชาติพอดี เมื่อออกมาจากลิฟต์
………….ห้องผ่าตัด สะอาด เครื่อมือเครื่องไม้ ดูใหม่มากๆ สีขาว เหมือนเราเข้ามาในยานอวกาศ เลย จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ระหว่างรอคุณหมอ ทราบว่าเครื่องมือผ่าตัดตัวนี้ เป็นรุ่นที่ใช้ที่ รพ.ศิริราช ด้วย ราคาประมาณ 150 ล้านบาท  เรายังนอนกระหยิ่มว่า ในความโชคร้าย ก็ยังโชคดี ที่มีโอกาส มาใช้อุปกรณ์ ราคาแพงขนาดนี้ คุยกันไม่กี่คำ เวลานั้นก็หายไป…….

…..จากคำบอกเล่า ของคนเคยผ่าตัด บอกว่า เวลาจะเป็น 0 และก็เป็นแบบนั้น จริงๆ ครับ ไม่มีฝัน ไม่มีไปเฝ้าพระอิศวร ที่ไหนเลยครับ เหมือนภาพยนตร์ตัดตัดซีนมาชนกัน เพียงแค่กระพริบตา……
……จำได้ว่า นอนดูนาฬิกาดิจิตอล สีแดงๆที่ เหนือประตูหน้าห้อง ว่าเวลายังไม่ 9 นาฬิกา แต่เราเผลอหลับไปตอนไหน ไม่ทราบได้ ระหว่างที่ทีมวิสัญญีแพทย์ ชวนคุย
ผมถูกภรรยา และหลาน เขย่าตัว บนรถเข็นเตียง
“ลุงๆๆ “ ผมรับรู้ได้จากทุกสัมผัส และได้ยินเสียงชัดเจนแต่ไม่สามารถตอบรับได้ แม้แต่จะลืมตา ผมไม่ทราบด้วยว่ากี่โมงกี่ยาม ซึ่งมาถามภรรยาภายหลังว่า เข็นเตียงออกมาตอน 16.30 น. ภรรยาว่า ต้องให้เลือดอะไรมากมาย ในห้อง ICU
ถึงต้องนี้ ก็ขอขอบคุณ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทั้งเพื่อนนักเรียน โดยเฉพาะเพื่อนๆสมัยเรียนช่างกลปทุมวัน และเพื่อนที่หมู่บ้าน ที่มาช่วยกันบริจาคโลหิตให้ผม อดที่จะปลาบปลื้มซาบซึ้งไม่ไ้ด้ครับ
(มีเพื่อนๆ สมัยเรียนหนังสือ บ้าง สมัยทำงานบ้าน ต้องขออภัยด้วยนะครับ ที่รวบรวมภาพมาไว้ไม่หมดครับ)
………..ผมจำไม่ได้ ว่าเป็นเวลาไหนของคืนไหน ผมรู้สึกถอดใจ เหมือนคนจมน้ำ หายใจไม่สะดวก อ่อนแรงมากๆ จะว่าในภวังค์ ก็ไม่เชิง สายตาผมรับรู้ได้ประมาณ 20% ผมมีความรู้สึกว่าผมสู้ไม่ไหว หมดแรง
……เตียงที่นอนผมเห็นเป็นโลงที่ใส่ตัวผม ได้ยินเสียงพยาบาลว่าชีพจรช้าลงเรื่อยๆ
…….ภาพที่ผมสมัยเด็กๆ เคยดักหนู แล้วเราก็โมโหมัน จับมันถ่วงน้ำทั้งกระชังที่ดัก ผมเห็นตามันแป๋วๆ ลอยมาตรงหน้า เป็นภาพเมื่อ 50 กว่าปีก่อน ผมขออโหสิกรรมเขา บอกว่าผมยังเด็กไม่ได้ตั้งใจ มีโอกาสจะทำบุญกุศล อุทิศส่งไปให้….…..ได้ยินเสียงพี่ชายใหญ่ บอกว่า “เอาไปไว้วัดสะพาน” ซึ่งหมายถึงวัดบ้านเกิดผม ผมมองเห็นศาลาวัดไม่ไกล เห็นพ่อที่จากไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ยืนคอยที่ศาลาวัด …..

……ผมมีสติตลอด ภาวนาตลอดเวลา ตามรู้ เห็นตัวเองกำลังจะสิ้นลม ก็ไม่ได้หวั่นเกรงอะไร เพียงแต่ยังอดห่วงภรรยาอยู่ว่าจะลำบากหลังจากนี้…..…..รู้สึกเหมือนภรรยาผมร้องไห้ตลอดเวลา เหมือนโทรหาใครคนโน้นคนนี้มาดูใจ ผมจำได้ว่า ลูกสาวผมมาทันเวลา ใส่ชุดสีน้ำเงินคอบัว มาจับมือสั่งลา ถึงแม้จะไม่ชัดนัก แต่ก็จำได้แม่นยำ จากการสอบถามหลังจากนั้น บอกว่า ลูกสาวผมไม่ได้มา พี่ชายใหญ่ ก็ไม่ได้มา ในวันนั้น ซึ่งอาจจะแสดงว่าผม จิตมันคิดไปเอง จนทุกวันนี้ ผมก็รู้สึกว่าภาพนั้น มันเป็นของจริง….….ภรรยาผมมาบีบเท้า บีบมือ พูดทำนองว่า “สู้ๆน๊ะลุง ….” ผมได้ยินแต่เสียงสะอื้น ร่ำไห้ จากภรรยา ….

 
นาทีนี้เอง จะด้วยเทคโนโลยี่ กำลังใจ หรือแรงบันดาลใจ อะไรก็ไม่ทราบได้ ผมฮึดจะสู้ขึ้นมาอีกรอบ เครื่องช่วยหายใจ ที่ถูกใส่คาปากไว้ ทำให้เรา เหมือนจะขย้อน ตัวเกร็งไปจนถึงท้อง เรื่องระบมคงไม่ต้องพูดถึง มันร้าวไปทั้งตัว ผมกัดฟัน คิดในใจว่า เรายังตายไม่ได้ 
 
“เหมือนเกิดใหม่ อีกครั้ง ใจยังสู้
จะยอมแพ้ ตอนแย่อยู่ หูจะดับ
ได้ยินเสียง พี่ชาย คอยมารับ
เอาศพกลับ วัดสะพาน ที่บ้านไกล
       ในภวังค์ ยังจับมือ ลาลูกสาว
        กำลังยื้อ กับกายเรา สู้ไม่ไหว
       ใจจะขาด อากาศมืด จะดับไป
        เห็นศาลา ไกลไกล มีพ่อรอ 
ได้ยินเสียง น้องหญิง มาครวญใคร่
หญิงจะสู้ เพื่อใคร อย่างไรหนอ
ไม่สงสาร หญิงหรือ ที่สู้รอ
เหมือนฟื้นมา แค่ขอ ลาจากไป
        แล้วฮึดฮัด กัดฟัน เอาใจสู้
        กราบหลวงพ่อ ท่านพระครู ที่นึกได้
        ลูกขอป๋า มีชีวิต อีกต่อไป
       ขอให้ท่าน อวยชัย เกิดใหม่ที…..”
ผมคิดถึงหลวงพ่อที่นับถือหลายองค์ ขอพรจากป๋าซึ่งเป็นพ่อของภรรยา ปรกติท่านเป็นคนยึดมั่นในหลักศาสนามาก ทราบภายหลังว่าสวดของพรให้ผมตลอด ช่วงเวลาที่ผมผ่าตัด



….คืนนั้นทั้งคืน ไม่แน่ใจว่าคืนวันไหนน๊ะครับ ….ผมเหมือนลอยอยู่ในทะเลทราย คอแห้งผาก ผมไม่ได้หลับเลย ยังคิดว่าเครื่องช่วยหายใจ มันทรมานมากๆ ขยับไปนิดมันก็ ขย้อน ตัวเกร็งไปทั้งตัว ประกอบกับเสียง อลามดังกรุ๊งกริ๊ง ทุกครั้งที่มีอาการ ทรมานจริงๆครับ…..
….ด้วยผมก็เป็นนักภาวนาคนนึง ที่แอบฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมชโช มาหลายปีแล้ว คืนนี้เลยได้ใช้เต็มที่ ผมงอนิ้วชี้ ไปเคาะที่ขอบเตียง ให้มันเจ็บกว่าตรงคอผม เหมือนย้ายจิตให้ไปสนใจทางโน้นแทน จนพยาบาล มาถามว่า “เคาะทำไม” …ก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรน๊ะครับ ปากก็ใส่ครื่องช่วยหายใจ พร้อมหลอดอาหารทางจมูก ก็ได้แต่เอามือ เก็บไว้ใต้ผ้าห่ม แล้วก็เคาะให้มีสติต่อ……
…..คืนนี้ เป็นคืนที่ยาวนานมากๆครับ………..ผมสื่อสารกับภรรยาจนสำเร็จ จากการเขียนใส่กระดาษ
…..พยาบาลว่า เครื่องช่วยหายใจจะรำคาญหน่อย แต่ในความรู้สึกผมว่ามันไม่ใช่รำคาญ มันทรมานมากๆ จนไม่อยากขยับตัวเลย….

….น้พยาบาลคนนึงชื่อ “นุ้ย” ในห้อง ICU ได้กรุณามาจัดตำแหน่ง เครื่องช่วยหายใจให้ใหม่ ในช่วงเช้า ผมรู้สึกโล่ง สบาย ไม่ทรมาน และขอขอบคุณ น้องพยาบาลคนนี้เป็นอย่างมาก…..ที่เอาใจใส่ ตั้งใจทำงาน เห็นคนไข้เหมือนญาติสนิท ขอให้น้องจงเจริญกับสายงานที่น้องปรารถนาด้วยครับ
….ผมเริ่มมองเห็น “พี่แตน”พยาบาลในห้อง ICU ที่มักจะมาเรียกชื่อผม ทุกๆครั้งที่เดินผ่าน ต้องขอขอบคุณพี่แตนมา ณ โอกาสนี้ครับ ที่พยายามปลุกผมให้ตื่นตัวตลอดเวลาครับ

….เช้าวันที่ 13 ธันวาคม 2557 ผมรู้สึกเหมือนผมเกิดใหม่ ขอขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทำให้ผมมีชีวิตใหม่ กลับมาอีกครั้ง …:)

ผมได้ย้ายออกจากห้อง ICU ตอนเช้าวันที่ 14 มกราคม 2557 มาพักฟื้นที่ห้อง Intermediate critical care บนชั้น 9 ของตึก 9 โดยมีพยาบาล ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
……โดยสรุปคุณหมอบอกว่าได้ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจผมทั้งหมด 5 เส้น โดยใช้หลอดเลือดดำที่ ขาซ้าย กับหลอดเลือดแดงที่แขนซ้าย ครับ…..:)

วันที่ 14 มกราคม 2558….

ผมได้ย้ายออกจากห้อง ICU ตอนเช้าวันที่ 14 มกราคม 2558 มาพักฟื้นที่ห้อง Intermediate critical care บนชั้น 9 ของตึก 9 โดยมีพยาบาล ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

ในบ่ายวันเดียวกันนี้ ผมก็ได้รู้จัก คุณหมอประเสริฐ นักการบำบัดของสถาบัน กับน้อง”จัมโบ้” ที่มาฝึกงาน ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านทั้งสองนี้มากๆครับ ที่ช่วยฝึกให้ผมเดินครับ:)

ก้าวแรกที่ ผมลงจากเตียงนับตั้งแต่ วันที่ 2 ธันวาคม เป็นต้นมา ร่างกายเหมือน หุ่นยนต์เพิ่งประกอบเสร็จ ผมควบคุมเท้าไม่ได้เลย ยืนก็จะยืนไม่ไหว ทำท่าจะล้ม ได้หมอประเสริฐกับน้องจัมโบ้ หิ้วปีก จนสามารถเดินไปนั่งหน้าห้องได้สำเร็จ คุณหมอประเสริฐ เป็นนักการบำบัดที่ อัถยาศัยดีมากๆ เป็นกันเอง และบังเอิญ น้องจัมโบ้ นักศึกษาฝึกงาน เป็นคนบ้านเดียวกันกับผม ถึงไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็รู้สึกอุ่นใจ เหมือนลูกหลาน มาช่วยเรื่องกายบำบัดเรา

วันที่ 15 ธันวาคม 2557

ผมก็ได้ย้ายจากห้องแรก ขยับมาล๊อกที่สอง ในแผนกเดียวกัน ซึ่งหมายถึงร่างกายผมดีขึ้น มานอนเตียงเบอร์ 16 ริมหน้าต่าง รู้สึกตัวเองว่าเริ่มดีขึ้นมาก น้องจัมโบ้ พาเดินไกลมากขึ้น ซึ่งก่อนเดินและหลังเดิน ก็จะมีการวัดความดัน ฟังหัวใจ จับชีพจร ดูถึงความแตกต่างตลอดเวลา รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กหัดเดิน
ขอขอบคุณน้องพยาบาล จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร เพราะช่วงตี 3 ของวันพุธ ผมอยากเข้าห้องน้ำขับถ่ายมาก เธอก็เอารถสุขา มาเทียบให้ถึงเตียง บอกว่า “ลุงเต็มที่เลย เดี๋ยวหนูจัดการเอง” น้องพยาบาลคนนี้ น้ำเสียงมีเมตตามากๆ เสียดายไม่ได้ถามชื่อไว้ ด้วยยังไม่คุ้นเคยกับ รถสุขา ทำให้ฉี่พลาดเป้า ไปเลอะพื้นบ้างเล้กน้อย น้องพยาบาลก็บอกว่าไม่เป็นค่ะ ผมล่ะเกรงใจน่าดู

วันที่ 16 ธันวาคม 2557 

เป็นอีกวันที่รู้สึกดีมากๆ หลังจากที่ได้ถ่าย เมื่อตอนเช้ามืด และช่วงก่อนเที่ยง วันนี้ น้องที่แผนกกายบำบัดอีกคนนึง ก็พาเดิน ไปจนถึงหน้าลิฟต์
ประมาณ บ่ายสามโมงครึ่ง คุณหมอชูศักดิ์ หมอที่ผ่าตัดผม กับคณะพยาบาล ได้มาเจาะเลือดผสมน้ำ ในช่องงว่างของปอด จริงๆแล้วตอนเจาะไม่ได้เจ็บอะไร เพราะคุณหมอฉีดยาชา บริเวณด้านหลัง ตำแหน่งแถวหัวใจได้ ผมเองก็ไม่กล้าดูเข็ม ซึ่งในความรู้สึกก็ไม่เล็กไม่ใหญ่ รู้สึกเหมือนมันทะลุ เนื้อด้านหลัง ดัง”ปุ๊” พลันก็มีน้ำสี คล้ายๆน้ำกระเจี๊ยบ ไหลออกมา ดูจากขวดที่รองรับ คุณหมอบอกว่าประมาณ 500 CC. ซึ่งก็ไม่ใช่น้อย
คุณหมอว่า ทำให้เราหายใจไม่สะดวก เป็นผลพวง จากการผ่าตัด ซึ่งจะมีบางส่วน ตกค้าง ไม่เข้าไปในระบบร่างกายเรา
ขอบคุณเพื่อนบ้าน ที่เอาผลไม้ อร่อยๆมาฝาก อีกทั้งพี่ๆน้องๆอีกหลายคน และในวันนี้ ภรรยาผม ก็ช่วยเข็นรถเข็น พาผมเข้าห้องน้ำตามปรกติได้ ในช่วงแรกๆก็ ทุลักทุเล พอสมควร ในที่สุด ผมก็สามารถใช้ห้องน้ำได้ตามปรกติแล้วครับ นับเป็นพัฒนาการอีกระดับนึงของผม
ส่วนอาการเจ็บแผล ก็ยังระบมไปทั้งตัว โดยเฉพาะตำแหน่ง ที่เจาะเอาน้ำในปอดออก ในช่วงนี้ทุกเช้า พยาบาลจะมาฉีดยาฆ่าเชื้อ โดยผ่านทางสายน้ำเกลือ ให้ความรู้สึกเหมือนเย็นจากแขนไปจนถึงขั้วหัวใจ
ผมถูกย้ายเตียงอีกรอบ มาล๊อกที่ 3 ของ ชั้น ซึ่งเป็นคนไข้ ที่ใกล้จะได้กลับบ้านแล้ว ผมช่วยตัวเองได้มากขึ้น เข้าห้องน้ำเองได้ เดินได้ในระดับนึง ช่วงแรกๆ ก็ต้องใช้วอกเกอร์ เป็นตัวช่วย และก็พัฒนาขึ้นตามลำดับ จนเดินได้เอง
ถึงตรงนี้ ต้องขอขอบคุณทีมงาน กายบำบัด ของ สถาบันด้วย ที่ให้ความเอาใจใส่ เป็นกันเอง อัถยาศัยไม่ตรีมากๆครับ

คุณหมอ อนุญาต ให้ผมกลับบ้านได้ใน วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2557 นับเป็นเวลา 20 วันพอดี จากวันแรก ที่เข้ามานอนรอ น้ำตาแทบจะไหล ด้วยความดีใจ ที่จะได้กลับบ้าน ….

กราบขอบคุณพี่ เต่า พยาบาลวิชาชีพ เพื่อนบ้านคนแรก ตั้งแต่เริ่มๆ ที่เข้ามาอยู่หมู่บ้านปาริชาต คุ้นเคยกันตั้งแต่ปี 2538 จนปัจจุบัน  มาทำแผลให้ถึงบ้านตลอดเวลา คงมีบุญสัมพันธ์ กันมาครับ

พี่เต่า
เรืองราวยังไม่จบทีเดียวครับ…มีเวลาจะมาเขียนให้อ่านต่อครับ ขอขอบคุณที่ติดตามครับ:)

  • 0

ข้าวยำยะลาสูตรนิไบดา

Category : food and beverage

“ข้าวยำยะลาสูตรนิไบดา”

ผักพื้นบ้าน น้ำบูดูปรุงเอง หมี่ผัดรสละมุน มะพร้าวคั่วเอง ปลาทูสดคั่วป่น กับผักพื้นบ้าน ที่แม่ครัวซอยละเอียดจนทานได้ง่ายๆ มื้อนี้ขาดไข่ต้มไปนิดนึง รับประกันความสะอาด น้ำบูดูอาจจะเยอะไปนิด รบกวนคลุกแล้วชิมก่อนปรุงนะครับ อาจจะไม่ทั่วถึงกันนะครับ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ 

 

ข้าวยำยะลาสูตรนิไบดา

 

  • น้ำบูดู ปรุงรสด้วยสูตรของเราเอง จึงหอม ไม่เค็ม ไม่มีกลิ่นคาว
  • มะพร้าวคั่ว เราใช้มะพร้าวขาว ไม่ติดเปลือกกะลาดำๆ คั่วไฟอ่อนๆ เวลาคั่วจะหอม กรอบ สีสวย น่าทาน เก็บใส่ตู้เย็นไว้ได้นาน

    มะพร้าวขาวคั่ว

    มะพร้าวคั่ว

  • ปลาคั่วป่น เราใช้ปลาลัง หรือในตลาดเรียกปลาทูลัง ก้างฝอยจะน้อย แกะง่าย คั่วไฟอ่อนๆ จะเนื้อฟู หอม เก็บใส่ตู้เย็นไว้ได้นานเช่นกัน
  • ผักพื้นบ้าน ตามชอบ แม่ครัวเราละเอียด จะซอยผัก จนน่าทาน ข้อสำคัญ ควรล้างผักให้สะอาด ครับ
  • หมี่ผัด ผัดกับเครื่องปรุงสูตรของเราเอง ไม่เหมือนใคร หอม นุ่ม น่าทานครับ
  • ข้าวคั่ว ในภาพนี้ไม่มีเพราะคั่วไม่ทัน ฮ่าๆๆ ..ขอชิมก่อนละครับ แม่ครัวจะตากข้าวสวย จนแห้งได้ที่ แล้วมีเทคนิคนิดหน่อย จะได้ข้าวคั่วกรอบ ผมจะเอามาใส่เกลือ โรยน้ำตาลนิดหน่อย เก็บไว้กินแทนขนมได้ คิดถึงพ่อสมัยเด็กๆ ชอบทำข้าวคั่วแบบนี้ไว้กิน เวลาเดินทาง บอกว่ากินข้าวคั่ว กรอบๆเค็มๆหวานๆ แล้วดื่มน้ำตามจะอยู่ท้องดีมากๆ 🙂
  • ดอกดาหลา เป็นเอกลักษณ์อีกอันนึง ของข้าวยำยะลา ในภาพหาไม่ทัน แม่ครัวหั่นดอกดาหลา เป็นฝอย เวลากินกะข้าวยำ กลิ่นอ่อนๆ ของดอกดาหลา ขึ้นจมูก ดีนักครับ
  • ข้าว ในภาพ หุงกับน้ำดอกอัญชัน สีสวย แล้วยังมีประโยชน์ มากมายครับ บ้านเราทดลองหุงกับ ขมิ้นและสมุนไพรไทยบางตัว ก็อร่อยครับ แมวที่บ้านเราติดข้าวสมุนไพร ครับ :)ใครอยากได้ภาพรายละเอียดสูง ผมถ่ายเก็บไว้ที่นี่ครับ
    https://www.shutterstock.com/th/g/panom1

    ลุงตุ๊ …บันทึกภาพและเรียบเรียง

    panom1.com_logo


  • 0

ยำมะม่วง

Category : food and beverage

มะม่วงแก้วขมิ้น ในตลาดโลละ 35 บาท ลูกโตๆ เนื้อเหลืองๆ จะทำน้ำปลาหวานก็ดูจะพื้นๆไปหน่อย 🙂

ยำมะม่วง

เครื่องปรุง

– มะพร้าวคั่ว (ใช้มะพร้าวคั่วขาว แบบไม่ติดเปลือกดำๆ เวลาคั่ว สีจะสวยน่าทานครับ)
– ปลาคั่วป่น ใช้ปลาทูลัง จริงๆมันคนละสายพันธ์กับปลาทู แต่ในตลาดปลามักเขียนว่าปลาทูลัง ก้างฝอยๆจะไม่ค่อยมี คั่วใจไฟอ่อนๆ ใจเย็นๆ ครับ
– หอมแดง บ้านเราชอบกลิ่นหอมแดง จะไม่ใส่ก็ได้ครับ
– พริกป่นนิดนึง
– เกลือ
– น้ำปลานิดนึงจะได้หอมๆ
– น้ำตาลมะพร้าว
– มะนาว(ในกรณีมะม่วงเปรี้ยวมากๆ ไม่ต้องใส่ก็ได้ แม่ครัวว่างั้นครับ)

มื้อบ่าย เลยได้ “ยำมะม่วง” แซ่บๆไว้กินสมใจครับ 🙂

ใครอยากได้ภาพรายละเอียดสูง ผมถ่ายเก็บไว้ที่นี่ครับ
https://www.shutterstock.com/th/g/panom1
ลุงตุ๊ …บันทึกภาพและเรียบเรียง

panom1.com_logo